หนังสือราชการ



การติดตามผลการขับเคลื่อนโครงการโรงเรียนประชารัฐ

โพสต์25 ก.ค. 2559 19:57โดยน.ส.สุรางค์ ประเทศ

ขอความอนุเคราะห์ผู้บริหารโรงเรียนประชารัฐทุกท่านรายงานผลการขับเคลื่อนโครงการโรงเรียนประชารัฐภายในวันที่ ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๕๙ เพื่อสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพะเยา เขต ๒ จะได้รวบรวมและรายงานต่อสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานต่อไป

หนังสือสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ด่วนที่สุด ที่ ศธ 04008/ว643 เรื่องการลงพื้นที่สำรวจข้อมูลโรงเรียนในโครงการโรงเรียนประชารัฐ ลง วันที่ 22 กรกฎาคม 2559

โพสต์23 ก.ค. 2559 18:37โดยAdmin phayao2   [ อัปเดต 24 ก.ค. 2559 18:21 ]

https://docs.google.com/spreadsheets/d/1_Ig73-8wvIspP2GrzC-xbc2R_o32paysFw-b45JrWSA/edit?usp=sharing

หนังสือสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ด่วนที่สุด ที่ ศธ 04008/ว643 
เรื่องการลงพื้นที่สำรวจข้อมูลโรงเรียนในโครงการโรงเรียนประชารัฐ ลง วันที่ 22 กรกฎาคม 2559



ผลประชุม ก.ค.ศ.6/2559

โพสต์5 ก.ค. 2559 18:13โดยAdmin phayao2

ผลประชุม ก.ค.ศ.6/2559

 พล.อ.ดาว์พงษ์  รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 6/2559 และการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค ครั้งที่ 6/2559 เมื่อวันจันทร์ที่ 4 กรกฎาคม 2559  ณ ห้องประชุมราชวัลลภ ว่าที่ประชุมได้พิจารณาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และการปฏิบัติงานของคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.)  โดยสรุป ดังนี้

 การพิจารณาปรับปรุงหลักเกณฑ์การประเมินวิทยฐานะของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา

 ที่ประชุมได้หารือถึงการแก้ไขหลักเกณฑ์การประเมินวิทยฐานะของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งจะเกี่ยวข้อง 2 ส่วน คือ ปรับปรุงระบบการประเมินวิทยฐานะ และหลักเกณฑ์และวิธีการเพื่อดำรงไว้ซึ่งความรู้ ความสามารถ ความชำนาญการ หรือความเชี่ยวชาญในตำแหน่ง และวิทยฐานะที่ได้รับการบรรจุและแต่งตั้ง (มาตรา 55 แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547) โดยขอให้ยึดหลักการว่าหากจะมีการปรับปรุงหลักเกณฑ์ใดๆ จำเป็นจะต้องถามผู้รับการประเมินก่อนด้วย เพราะเจตนารมณ์การกำหนดหลักเกณฑ์คือ เพื่อปกป้องครูไม่ให้สังคมโจมตีได้ว่าครูรับเงินวิทยฐานะสูงขึ้น แต่คุณภาพผู้เรียนลดลง การได้รับวิทยฐานะที่สูงขึ้น ย่อมส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพผู้เรียน ซึ่งหลักเกณฑ์ใหม่จะมีระบบการประเมินและพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพ คาดว่าจะเริ่มใช้ในปี 2560


 เห็นชอบแก้ไขหลักเกณฑ์ฯ นำรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้ในบัญชีหนึ่งไปขึ้นบัญชีเป็นผู้สอบแข่งขันได้ในบัญชีอื่น ตำแหน่งครูผู้ช่วย สพฐ.

 สืบเนื่องจากการที่ ก.ค.ศ.ได้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการนำรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้ในบัญชีหนึ่งไปขึ้นบัญชีเป็นผู้สอบแข่งขันได้ในบัญชีอื่น ตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ตามหนังสือสำนักงาน ก.ค.ศ.ที่ ศธ 0206.6/ว3 ลงวันที่ 27 พฤษภาคม 2559 นั้น แต่ที่ผ่านมาพบปัญหา เช่น กศจ. บางแห่งมีผู้ยื่นความประสงค์มาขึ้นบัญชีของ กศจ.เพียงคนเดียว หรือในจังหวัดนั้นมีบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ในกลุ่มวิชา หรือทาง หรือสาขาวิชาเอก เหลืออยู่เพียงบัญชีเดียว หากจะดำเนินการประเมินเพื่อจัดลำดับที่ในการขึ้นบัญชีของ กศจ. โดยการสอบข้อเขียนแบบปรนัยและสัมภาษณ์ อาจทำให้ต้องสูญเสียงบประมาณและเป็นการเพิ่มภาระงานให้ กศจ.

นอกจากนี้ จากการประชุมสัมมนาการบริหารงานบุคคลของ กศจ. ใน 4 ภูมิภาค ได้มีข้อเสนอให้ กศจ. เป็นผู้กำหนดวิธีการประเมินเพื่อจัดเรียงลำดับที่เอง โดยไม่ต้องยึดว่าต้องสอบเฉพาะข้อเขียนแบบปรนัยและการสัมภาษณ์เท่านั้น  หรือ กศจ.ใดที่มีบัญชีผู้สอบแข่งขันเหลืออยู่เพียงบัญชีเดียว ให้ กศจ.นั้น นำรายชื่อผู้สอบแข่งขันมาประกาศเป็นบัญชีของ กศจ.ได้เลย โดยไม่ต้องประเมินเพื่อจัดเรียงลำดับที่ใหม่

ที่ประชุมได้พิจารณาแล้ว จึงเห็นควรแก้ไขหลักเกณฑ์ ว3/2559 ดังกล่าว โดยให้ ยกเลิกการกำหนดวิธีการสอบข้อเขียนแบบปรนัยและการสอบสัมภาษณ์ มาเป็น ให้ กศจ.พิจารณาดำเนินการได้ตามความเหมาะสม โดยคำนึงถึงความโปร่งใส เป็นธรรม และเสมอภาค ทั้งนี้ อายุการขึ้นบัญชีให้มีอายุบัญชีเท่าเดิม


 เห็นชอบแก้ไขหลักเกณฑ์ฯ การสอบครูผู้ช่วย สพฐ.

 ที่ประชุมเห็นชอบให้แก้ไข หลักเกณฑ์และวิธีการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัด สพฐ. ตามหนังสือ ก.ค.ศ. ที่ ศธ 0206.6/ว 14 ลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2558 (หลักเกณฑ์ ว14/2558) เพื่อใช้สำหรับการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัด สพฐ. ครั้งที่ 1/2559 เพื่อให้สถานศึกษามีอัตรากำลังข้าราชการการครูเพียงพอต่อความต้องการ และทันกำหนดการเปิดภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2559

 โดยกำหนดให้ กศจ. หรือสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ ดำเนินการสอบแข่งขัน และให้ยกเลิก “การให้รวมกลุ่มกันในพื้นที่เขตตรวจราชการของกระทรวงศึกษาธิการ ดำเนินการให้สถาบันอุดมศึกษาที่เห็นสมควร เป็นผู้ดำเนินการเกี่ยวกับการออกข้อสอบ” ตามหลักสูตรที่กำหนดท้ายหลักเกณฑ์และวิธีการตาม ว 14/2558

 ทั้งนี้ อาจมอบหมายให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา หรือสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด หรือสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ แล้วแต่กรณี ตั้งคณะกรรมการและเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบการสอบแข่งขันได้ตามความจำเป็นและความเหมาะสม


 เห็นชอบการจัดสรรคืนอัตราว่างของข้าราชการครูฯ จากผลการเกษียณอายุราชการ

 จากการที่คณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2557 ได้เห็นชอบการจัดสรรคืนอัตราว่างของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาจากผลการเกษียณอายุราชการ เมื่อสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ.2557 สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 12,884 อัตรา เป็นตำแหน่งครูผู้ช่วย 10,424 อัตรา นั้น

 เนื่องจากมีการแก้ไขวันเดือนปีเกิดที่ผิดพลาดของข้าราชการครูจำนวน 2 ราย จากสังกัด สพป.กาญจนบุรี เขต 1 และ สพม. เขต 14 (พังงา-ภูเก็ต-ระนอง) ทำให้ สพฐ.ต้องนำเสนอให้ที่ประชุมได้พิจารณา ซึ่งที่ประชุมได้พิจารณาแล้ว มีมติอนุมัติจัดสรรอัตราว่างตำแหน่งครูผู้ช่วยจำนวน 2 อัตราดังกล่าวและให้ สพฐ.ดำเนินการเกลี่ยอัตรากำลังที่ได้รับอนุมัติ โดยให้จัดสรรในสถานศึกษาที่มีจำนวนอัตรากำลังไม่เกินเกณฑ์มาตรฐานอัตรากำลังที่ ก.ค.ศ. กำหนด และเป็นไปตามเงื่อนไขที่ ค.ป.ร.กำหนดโดยเคร่งครัด

ทั้งนี้ รมว.ศึกษาธิการ ได้เน้นย้ำให้หน่วยงานต้นสังกัดตรวจสอบ ก.พ.7 ของข้าราชการให้ถูกต้อง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาต่อการบริหารงานและบุคคลที่เกี่ยวข้องด้วย


การเลือกตั้งผู้แทนองค์กรกลางบริหารงานบุคคล เป็นกรรมการสวัสดิการข้าราชการ

ที่ประชุม ก.ค.ศ. เห็นชอบเสนอชื่อ นายสงกรานต์ จันทร์น้อย ซึ่งได้รับการเลือกตั้งโดย ก.ค.ศ. ในครั้งนี้ ให้เป็นผู้แทน ก.ค.ศ.ในคณะกรรมการสวัสดิการข้าราชการ ที่ตั้งขึ้นตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการจัดสวัสดิการข้าราชการภายในส่วนราชการ พ.ศ.2547 โดยมีเลขาธิการ ก.พ. เป็นประธานกรรมการ โดยมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ ปี


 การตั้งอนุกรรมการใน อ.ก.ค.ศ.วิสามัญเกี่ยวกับเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้

ที่ประชุมเห็นชอบตั้ง นายวีระกุล อรัณยะนาค ผู้ตรวจราชการกระทรวง ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการภาค 8 เป็นอนุกรรมการใน อ.ก.ค.ศ.วิสามัญเกี่ยวกับเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ แทนผู้อำนวยการสำนักงานศึกษาธิการภาค 12 ตามการเปลี่ยนพื้นที่รับผิดชอบ


 การบริหารงานบุคคลของ กศจ.

 ภายหลังการประชุม ก.ค.ศ.  ได้มีการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค ครั้งที่ 6/2559 โดยมี รมว.ศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุม ซึ่งที่ประชุมได้เห็นชอบให้คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) ดำเนินการสรรหากรรมการใน กศจ. ในส่วนของผู้แทนครูในท้องถิ่น ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้แทนภาคประชาชนในท้องถิ่น ซึ่งจะหมดวาระการดำรงตำแหน่งชั่วคราวในวันที่ 8 กรกฎาคมนี้ โดยขอให้ กศจ.ทุกแห่งดำเนินการสรรหาองค์ประกอบของกรรมการดังกล่าวให้เสร็จสิ้นภายใน 45 วัน แต่หาก กศจ.ใดไม่ดำเนินการให้เสร็จสิ้นตามระยะเวลาดังกล่าว คณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค จะดำเนินการแต่งตั้งเอง เพื่อไม่ให้ยืดเยื้อจนเกิดปัญหาทำงานไม่ได้


 บัลลังก์ โรหิตเสถียร,
กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงาน ก.ค.ศ.
สรุป / รายงาน
 ยุทธพงศ์ เลือกกลั่นดี : ถ่ายภาพ
4/7/2559

MoU โครงการผู้นำเพื่อการพัฒนาการศึกษาที่ยั่งยืน (CONNEXT ED)

โพสต์5 ก.ค. 2559 18:04โดยAdmin phayao2

MoU โครงการผู้นำเพื่อการพัฒนาการศึกษาที่ยั่งยืน (CONNEXT ED)


 ทำเนียบรัฐบาล – พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MoU) โครงการผู้นำเพื่อพัฒนาการศึกษาที่ยั่งยืน CONNEXT ED (Leadership Program for Sustainable Education) ภายใต้โครงการสานพลังประชารัฐ ด้านการศึกษาพื้นฐานและการพัฒนาผู้นำ เมื่อวันจันทร์ที่ 20 มิถุนายน 2559 ณ ตึกสันติไมตรี

 โดยมี พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี,  นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะหัวหน้าทีมภาครัฐ, พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ และ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นายศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ในฐานะหัวหน้าทีมภาคเอกชน, ผู้บริหารฝ่ายการเมือง, ผู้บริหารองค์กรหลัก, คณะกรรมการสานพลังประชารัฐด้านการศึกษาพื้นฐานและการพัฒนาผู้นำ, ผู้บริหารองค์กรภาคเอกชน, ผู้แทนภาคประชาสังคม, ข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา ตลอดจนนักเรียนและนักศึกษา เข้าร่วมงาน

นายศุภชัย เจียรวนนท์ ในฐานะหัวหน้าทีมภาคเอกชน กล่าวว่า โครงการผู้นำเพื่อพัฒนาการศึกษาที่ยั่งยืน CONNEXT ED เป็นโครงการภายใต้นโยบายสานพลังประชารัฐ ด้านการศึกษาพื้นฐานและการพัฒนาผู้นำ โดยเป็นความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาของประเทศไทย ซึ่งถือเป็นมิติใหม่ของความร่วมมือที่ยึดผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง

โครงการผู้นำเพื่อพัฒนาการศึกษาที่ยั่งยืน CONNEXT ED คือ การที่ผู้นำรุ่นใหม่จำนวน 1,000 คน จาก 12 องค์กรภาคเอกชนที่เป็นผู้ร่วมก่อตั้งโครงการ จะทำหน้าที่ ประการ คือ เป็น School Partners ให้กับสถานศึกษาทั่วประเทศ ด้วยการเข้าไปมีส่วนร่วมและดำเนินงานร่วมกับผู้บริหารสถานศึกษา เพื่อศึกษาปัญหาและความต้องการของโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการโรงเรียนประชารัฐ ซึ่ง School Partners ถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยพัฒนาการศึกษาในโรงเรียนทั่วประเทศ มีหลักการดำเนินงาน 3 ด้าน คือ 1) สนับสนุนการดำเนินงานของผู้บริหารสถานศึกษาให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ที่วางไว้ (Enable) 2) ร่วมเสนอแนวทางพัฒนาโรงเรียนเพื่อให้ได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชน (Enhance) 3) สร้างการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองและชุมชน (Engage)

อีกทั้งจะมีผู้บริหารระดับสูงจากภาคเอกชนทำหน้าที่เป็น School Sponsor โดยให้ข้อเสนอแนะด้านยุทธศาสตร์ รวมทั้งให้การสนับสนุนด้านงบประมาณในการพัฒนาโรงเรียนประชารัฐที่เข้าร่วมโครงการในปีแรกนี้จำนวน 3,342 โรงเรียน และคาดว่าจะขยายผลการดำเนินโครงการไปยังโรงเรียน 7,424 โรงเรียน ทุกตำบลทั่วประเทศภายในปี พ.ศ.2561

 
พิธีเปิด โครงการผู้นำเพื่อพัฒนาการศึกษาที่ยั่งยืน CONNEXT ED โดยนายกรัฐมนตรี

 
 นายกรัฐมนตรี เยี่ยมชมนิทรรศการและรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของ รร. ภายหลังพิธีลงนามความร่วมมือ


นายกรัฐมนตรี กล่าวตอนหนึ่งว่า "เด็ก คือ อนาคตของประเทศ" ดังนั้นการทำให้อนาคตของประเทศเป็นคนดีมีความรู้คู่คุณธรรม จึงขึ้นอยู่กับผู้ใหญ่ว่าจะปั้นให้อนาคตของประเทศเป็นแบบที่ต้องการได้อย่างไร ทั้งนี้การศึกษาถือเป็นเบ้าหลอมที่เชื่อมโยงในทุก ๆ ด้าน และเกี่ยวข้องกับการเตรียมคนให้มีความพร้อมในการรับมือกับความท้าทายและความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ตลอดจนเป็นพื้นฐานความรู้ที่จะสอนให้คนรู้จักความถูกต้อง ดังนั้น ผู้ใหญ่จึงต้องคำนึงถึงความสำคัญของเด็ก การศึกษา และร่วมกันพัฒนาอย่างจริงจังเพื่ออนาคตของประเทศ

โครงการ CONNEXT ED ถือเป็นมิติใหม่ในการพัฒนาการศึกษา ซึ่งภาครัฐยินดีอำนวยความสะดวกให้กับคณะทำงานทั้งภาคเอกชนและภาคประชาสังคมที่เข้ามามีส่วนร่วมพัฒนาการศึกษาด้านต่าง ๆ ซึ่งการเป็นผู้นำต้องเป็นผู้นำแห่งความเปลี่ยนแปลง กล่าวคือ ต้องสามารถรวบรวมปัญหา นำปัญหามาคิดวิเคราะห์และแก้ปัญหาได้ พร้อมทั้งต้องมีหลักธรรมาภิบาล คุณธรรม และจริยธรรม อย่างไรก็ตามขอให้สร้างเครือข่ายผู้นำรุ่นใหม่จาก 1,000 คน เพิ่มขึ้นเป็น 3,000-5,000 คน ในระยะต่อไป เพื่อร่วมกันพัฒนาการศึกษาของชาติ


 "12 องค์กรภาคเอกชนที่เป็นผู้ร่วมก่อตั้งโครงการ ที่จะทำหน้าที่ School Partners และ School Sponsor ให้กับโรงเรียนทั่วประเทศในปี พ.ศ.2559 จำนวน 3,342โรงเรียน ประกอบด้วย บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน), บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน), บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน), บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน), บริษัท น้ำตาลมิตรผล จำกัด, กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด, ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน), ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน), บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน), บริษัท ซีพีออลล์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด มหาชน และขอเชิญองค์กรภาคเอกชนและนิสิตนักศึกษาจากทั่วประเทศ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมดำเนินโครงการ CONNEXT ED ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการต่อไปด้วย"


อรพรรณ ฤทธิ์มั่น
บัลลังก์ โรหิตเสถียร
สรุป/รายงาน
ยุทธพงศ์ เลือกกลั่นดี : ถ่ายภาพ
20/6/2559

ขอบคุณภาพประกอบ : facebook : ConNext ED

การปรับคะแนน O-NET วิชาภาษาอังกฤษ ม.3

โพสต์5 ก.ค. 2559 17:54โดยAdmin phayao2

การปรับคะแนน O-NET วิชาภาษาอังกฤษ ม.3


ศึกษาธิการ - พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยนายสัมพันธ์ พันธุ์พฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) และนายการุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน แถลงข่าวการปรับคะแนน O-NET วิชาภาษาอังกฤษ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2558 (จำนวน 3 ข้อ) เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 30 มิถุนายน 2559 ที่ห้อง MOC

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า จากนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ ที่ขอให้สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทศ. เปิดเผยข้อสอบ O-NET พร้อมคำเฉลยให้สาธารณชนรับทราบเป็นปีแรก ซึ่ง สทศ. ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ผลจากการเปิดเผยผ่านช่องทางการสื่อสารต่างๆ พบข้อผิดพลาดของข้อสอบ O-NET วิชาภาษาอังกฤษ ชั้น ม.3 จำนวน 3 ข้อ ซึ่งมีผลกระทบอย่างแน่นอนกับนักเรียนที่เข้าสอบ จึงมอบ สทศ. ชี้แจงในครั้งนี้


ผู้อำนวยการ สทศ. กล่าวว่า ในนาม สทศ. ต้องขอโทษที่มีการเฉลยข้อสอบวิชาภาษาอังกฤษ ชั้น ม.3 ผิดจำนวน 3 ข้อ (ข้อละ 2 คะแนน) ได้แก่

1) ข้อที่ 39 เปลี่ยนคำตอบจากตัวเลือกที่ 3 เป็นตัวเลือกที่ 1

2) ข้อที่ 42 เปลี่ยนคำตอบจากตัวเลือกที่ 3 เป็นตัวเลือกที่ 4

3) ข้อที่ 47 มีคำตอบที่ถูกต้อง 2 ตัวเลือก คือ ตัวเลือกที่ 3 และตัวเลือกที่ 4 (เป็นคำตอบเดิม)

การปรับคะแนน ส่งผลให้ผู้เข้าสอบบางคนมีคะแนนเปลี่ยนแปลง ดังนี้

 

    ผลการปรับคะแนนใหม่

 จำนวน (คน) ร้อยละ 
    คะแนนลดลง 4 คะแนน42,9436.54 
    คะแนนลดลง 2 คะแนน175,67126.75 
    คะแนนเท่าเดิม247,98037.76 
   คะแนนเพิ่มขึ้น 2 คะแนน146,53422.31 
   คะแนนเพิ่มขึ้น 4 คะแนน39,6086.03 
   คะแนนเพิ่มขึ้น 6 คะแนน3,9650.60 
 

   รวม

656,701100 
     

เมื่อคำนวณคะแนน O-NET เพื่อนำไปใช้ในการศึกษาต่อชั้น ม.4 ยังมีความหลากหลายของระดับคะแนนที่นำไปใช้ จึงนำมาคิดในสัดส่วนเต็มที่ 20% กล่าวคือ

  • คะแนนลดลง 4 คะแนน ได้คะแนนลดลง 0.16 คะแนน ของ 20%

  • คะแนนลดลง 2 คะแนน ได้คะแนนลดลง 0.08 คะแนน ของ 20%

  • คะแนนเพิ่มขึ้น 2 คะแนน ได้คะแนนเพิ่ม 0.08 คะแนน ของ 20%

  • คะแนนเพิ่มขึ้น 4 คะแนน ได้คะแนนเพิ่ม 0.16 คะแนน ของ 20%

  • คะแนนเพิ่มขึ้น 6 คะแนน ได้คะแนนเพิ่ม 0.24 คะแนน ของ 20%

ทั้งนี้ สทศ.จะเร่งประมวลคะแนนนักเรียนให้แล้วเสร็จภายใน 1 วันถัดไป เมื่อได้รับข้อมูลครบถ้วนจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และจะดำเนินการจัดทำข้อมูลคะแนน O-NET ใหม่ เพื่อส่งให้ สพฐ. และโรงเรียนใช้ในการดำเนินงาน 3 ส่วน คือ

  • ส่งคะแนนภาษาอังกฤษ โดยจำแนกตามรายชื่อนักเรียนที่ได้คะแนนเพิ่ม-ลดในแต่ละโรงเรียน ส่งให้โรงเรียนใช้ในการปรับคะแนนในระเบียนแสดงผลการเรียน (ปพ.1) โดยความร่วมมือของ สพฐ.

  • ส่งรายงานคะแนน O-NET ฉบับที่ 1-6 เฉพาะวิชาภาษาอังกฤษ

  • ส่งคะแนน O-NET ที่ปรับใหม่ เพื่อให้โรงเรียนนำไปใช้ในการจัดลำดับการคัดเลือกเข้าเรียนต่อชั้น ม.4

สทศ.จะประกาศผลคะแนน O-NET วิชาภาษาอังกฤษ ม.3 ที่ปรับใหม่ทั้งในระดับรายบุคคล ระดับสถานศึกษา และระดับเขตพื้นที่การศึกษา ทางเว็บไซต์ สทศ. (niets.or.th) ในวันที่ 30 มิถุนายน 2559 จึงขอให้สถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้นำผลการสอบที่ถูกต้องไปใช้ ทั้งนี้ หากต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้เป็นกรณีพิเศษ ระหว่างวันที่ 30 มิถุนายน - 14 กรกฎาคม 2559 ตั้งแต่เวลา 8.30-16.30 น. (ไม่เว้นวันหยุดราชการ) ดังนี้

  • ที่ทำการ สทศ. อาคารพญาไทพลาซ่า ชั้น 36

  • Call Center 02-217-3800 กด 0

  • โทรศัพท์มือถือ 081-731-4146, 081-731-4147, 081-731-4150, 089-949-4382

  • webmaster@niets.or.th

  • สายตรงถึงผู้บริหาร

 ผอ.สทศ. ได้กล่าวแสดงความขอบคุณ รมว.ศึกษาธิการ ที่ได้ให้นโยบายในการเปิดเผยข้อสอบและคำเฉลยต่อสาธารณชน เพื่อช่วยให้ผลสอบ O-NET เป็นไปอย่างถูกต้องและเป็นธรรม


เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวว่า สพฐ. เตรียมมาตรการที่จะดูแลนักเรียนที่ได้รับผลกระทบจำนวน 656,701 คน ที่ต้องมีการปรับคะแนนในระเบียนแสดงผลการเรียน (ปพ.1) ใหม่ให้สมบูรณ์ ในส่วนของนักเรียนที่สอบแข่งขันเรียนต่อชั้น ม.4 ในโรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูง 282 โรงเรียน จำนวน 491,851 คน ซึ่งแต่ละโรงเรียนจะนำคะแนน O-NET สัดส่วนประมาณ 5-20% แล้วแต่โรงเรียน เช่น โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ใช้สัดส่วนร้อยละ 5 ซึ่งไม่กระทบมากนัก เพื่อนำไปรวมกับคะแนนสอบของโรงเรียน

ขณะนี้ สพฐ.กำลังรวบรวมรายชื่อนักเรียนที่สอบแข่งขันจากทั้ง 282 แห่ง ส่งให้ สทศ.ตรวจดูความเปลี่ยนแปลงของคะแนน จากนั้นส่งคะแนนใหม่กลับไปยังโรงเรียน เพื่อประมวลคะแนน O-NET ใหม่รวมกับคะแนนสอบ 5 กลุ่มสาระวิชาของโรงเรียนเอง พร้อมจัดอันดับใหม่และจะประกาศเผยแพร่ทางเว็บไซต์ของโรงเรียนให้ได้รับทราบทั่วกันภายในสัปดาห์หน้า (ต้นเดือนกรกฎาคม)

ทั้งนี้ หากพบว่าคะแนนใหม่ของนักเรียนถึงจุดตัดคะแนนต่ำสุด ก็จะให้สิทธิ์นักเรียนเข้าเรียนในห้องเรียนพิเศษที่จัดขึ้นเพิ่มเติม ซึ่งแต่เดิมกำหนดไว้ไม่เกินห้องเรียนละ 50 คน แต่อาจจะแก้ไขเพื่อไม่ให้เด็กเสียโอกาส โดย สพฐ.จะเป็นผู้ประกาศขยายจำนวนนักเรียนต่อห้องเรียนเพิ่มขึ้นต่อไป


 

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวสรุปว่า ภายหลังประกาศผลคะแนนและจัดอันดับใหม่ หากนักเรียนคนใดพอใจกับการเรียนที่โรงเรียนเดิม ก็ไม่ว่าอะไร ส่วนนักเรียนที่ต้องการจะกลับมาเรียนในโรงเรียนที่สอบผ่านตามเกณฑ์คะแนน O-NETใหม่ กระทรวงศึกษาธิการยินดีที่จัดการดูแลให้ได้เข้าเรียน โดยขยายห้องเรียนเป็นการพิเศษเฉพาะกาลเพื่อแก้ไขปัญหานี้ เพื่อให้เด็กๆ ได้รับโอกาสทุกโอกาส

ทั้งนี้ ได้ตอบข้อซักถามจากสื่อมวลชนประเด็นการกล้าที่จะเปิดเผยและเฉลยข้อสอบบางวิชา เช่น สังคมศึกษา โดยกล่าวว่า มีความเสี่ยงเช่นกัน เพราะเป็นวิชาที่มีมุมมองของการตีความของนักวิชาการอาจไม่เหมือนกัน หากเป็นวิชาคณิตศาสตร์จะง่ายกว่านี้ จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ผอ.สทศ. ยินดีที่จะลาออกเพื่อรับผิดชอบ แต่เห็นว่าการเฉลยข้อสอบเป็นการดำเนินการตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ ประกอบกับได้ยอมรับในข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น และพร้อมที่จะนำไปปรับปรุงแก้ไขการดำเนินงานในปีต่อไป ซึ่งถือเป็นการแสดงความรับผิดชอบแล้ว

 รมว.ศึกษาธิการ กล่าวย้ำถึงความมั่นใจในการดำเนินงานปีต่อไปในการสอบ O-NET ด้วยว่า จะต้องดำเนินการในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น

  • การออกข้อสอบ จะต้องมีการพิจารณาค่าความยากง่ายของการออกข้อสอบให้ถูกต้องตามหลักการ

  • การเฉลยข้อสอบ เดิมใช้ทีมออกข้อสอบเป็นผู้เฉลยด้วย แม้จะมีการทบทวน แต่อาจเกิดข้อผิดพลาดได้ จึงเตรียมเพิ่มทีมเฉลยข้อสอบ ซึ่งมาจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง (Third party) จำนวน 1-2 ทีมตามความจำเป็น เพื่อเพิ่มความมั่นใจของการเฉลยข้อสอบอย่างมีเหตุมีผล และในปีต่อไปจะมีการเฉลยข้อสอบ ก่อนประกาศคะแนนประมาณ 2 สัปดาห์

  • คำอธิบายข้อสอบ (Item Card) ควรมีการจัดทำคำอธิบายข้อสอบแต่ละข้อให้มีความสมบูรณ์ อธิบายเหตุผลได้ว่าถูก/ผิดเพราะอะไร เพื่อลดข้อผิดพลาดให้น้อยลง

  • องค์ประกอบของผู้ออกข้อสอบ จะต้องมีการพิจารณาองค์ประกอบของผู้ออกข้อสอบที่มีความรู้ความสามารถ ตรงตามวิชาที่จะออกข้อสอบจริง ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการ ผู้ทรงคุณวุฒิ เพราะอาจารย์ที่เก่งๆ แต่ไปกวดวิชา ก็ไม่สามารถตั้งมาเป็นผู้ออกข้อสอบได้ ต้องเลือกอาจารย์ที่เก่งแต่เก็บความลับได้ด้วย เพื่อไม่ให้ข้อสอบรั่ว แต่ทีมที่ออกข้อสอบในปีนี้ ก็ประสบความสำเร็จ ที่ไม่มีข้อสอบรั่วไหล นอกจากนี้อาจจะต้องมีการทบทวน TOR การจ้างผู้ออกข้อสอบให้รัดกุมหรือดียิ่งขึ้น

ส่วนการเปิดเผยรายชื่อผู้ออกข้อสอบและผู้เฉลยข้อสอบนั้น ไม่สามารถเปิดเผยรายชื่อได้ เพราะเมื่อเกิดเหตุ แต่ความรับผิดชอบตกมาอยู่ที่ สทศ. ซึ่งก็ได้แสดงความรับผิดชอบด้วยการยอมรับความผิดพลาดแล้ว จึงขอให้ใช้วิกฤตเป็นโอกาสด้วยการหาสาเหตุความผิดพลาดให้เจอ และแก้ไขความผิดพลาดนั้นไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำอีก

 


นวรัตน์ รามสูต, บัลลังก์ โรหิตเสถียร : สรุป/รายงาน
ยุทธพงศ์ เลือกกลั่นดี : ถ่ายภาพ
30/6/2559

ศธ.เปิดรับสมัครโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น ปี 2559

โพสต์5 ก.ค. 2559 17:53โดยAdmin phayao2

ศธ.เปิดรับสมัครโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น ปี 2559


 พล.อ.ดาว์พงษ์  รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยนางสาวอาภรณ์ แก่นวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา แถลงข่าวการเปิดรับสมัครข้าราชการครู ตามโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น (พ.ศ.2559-2572)

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2559 ได้เห็นชอบโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น (พ.ศ.2559-2572) ซึ่งแต่เดิมเป็นโครงการคุรุทายาท แต่เปลี่ยนชื่อเป็น "โครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น" เพื่อไม่ให้ประชาชนเข้าใจผิดว่าเป็นโครงการที่ดำเนินการเพื่อลูกครูเท่านั้น แต่โครงการนี้ยังได้ขยายให้มี Scaleที่กว้างขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อคัดเลือกคนดี คนเก่ง เข้ามาเป็นครู เข้ารับการศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว บัณฑิตครูจะได้รับการบรรจุแต่งตั้งเป็นข้าราชการครู ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (สำนักงาน กศน.)

โดยในปี 2559 เป็นปีแรกที่เริ่มดำเนินการ จะคัดเลือกผู้เข้าร่วมโครงการ จำนวน 4,079 คน ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีคุณวุฒิวิชาชีพครูและผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาอื่น ที่คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ให้การรับรอง มีโอกาสสมัครเข้าร่วมโครงการนี้ด้วย ซึ่งคุณสมบัติของผู้ที่สมัครมีอายุ 18 ปีขึ้นไป ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นครูอัตราจ้างหรือพนักงานราชการในสาขาต่างๆ ก็มีสิทธิ์สมัครเข้าร่วมโครงการนี้ได้ด้วย

สำหรับหลักการในการเข้าร่วมโครงการ จะรับเด็กที่จบ ม.แต่หากรอดำเนินการก็จะใช้เวลากว่า ปี จึงจะจบการศึกษา จึงได้เริ่มต้นโครงการในปีแรกเป็นรุ่นพิเศษ โดยเปิดรับสมัครผู้เข้าร่วมโครงการเป็น 4กลุ่ม คือ

  • กลุ่มที่ นิสิตนักศึกษาครูหลักสูตรระดับปริญญาตรี (5 ปี) ที่กำลังศึกษาชั้นปีที่ ในปีการศึกษา 2558โดยมีผลการเรียนเฉลี่ยสะสม (GPAX) ตามข้อบังคับของสถาบันอุดมศึกษา ตั้งแต่ภาคเรียนที่ ในระดับชั้นปีที่1 ถึงภาคเรียนที่ ของชั้นปีที่ ในภาพรวมทุกวิชา วิชาเอก และวิชาชีพครู ไม่ต่ำกว่า 3.00

  • กลุ่มที่ ผู้สำเร็จการศึกษาหลักสูตรการผลิตครู 5 ปี  ที่มีผลการเรียนเฉลี่ยสะสมตลอดหลักสูตร (GPAX) ในภาพรวมทุกวิชา วิชาเอก และวิชาชีพครู ไม่ต่ำกว่า 3.00

  • กลุ่มที่ ผู้สำเร็จการศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู ที่มีผลการเรียนเฉลี่ยสะสมตลอดหลักสูตร (GPAX) ระดับปริญญาตรี ในภาพรวมทุกวิชา วิชาเอก และวิชาชีพครูระดับประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู  ไม่ต่ำกว่า 3.00

  •  กลุ่มที่ ผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาอื่น ที่ ก.ค.ศ.รับรอง โดยมีผลการเรียนเฉลี่ยสะสมตลอดหลักสูตร (GPAX) ระดับปริญญาตรี ในภาพรวมทุกวิชา วิชาเอก ไม่ต่ำกว่า 3.00

ในการสมัคร ผู้สมัครทุกคนสามารถระบุเลือกบรรจุเข้ารับราชการในตำแหน่งครูผู้ช่วยได้ อันดับ โดยเลือกให้ตรงกับภูมิลำเนาของตนเอง ซึ่งสามารถเลือกประเภทสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สังกัด สพฐ. ซึ่งรับได้จำนวน 3,845 คน หรือสถานศึกษาอาชีวศึกษา สังกัด สอศ. รับได้จำนวน 224 คน หรือสำนักงาน กศน.จังหวัด ซึ่งรับได้จำนวน 10 คน รวมทั้งสิ้น 4,079 คน ส่วนในปีหน้ากรุงเทพมหานคร (กทม.) จะเข้าร่วมโครงการด้วย

ผู้สมัครเข้าร่วมโครงการในปีแรกทั้ง กลุ่ม จะต้องสอบคัดเลือกใน วิชา ได้แก่ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และการคิดอย่างมีวิจารณญาณ (Critical Thinking) ครบทั้ง วิชา โดยต้องได้คะแนนในแต่ละวิชาไม่ต่ำกว่าร้อยละ50 และได้คะแนนรวมของ  วิชา ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 จึงจะนำคะแนนมาพิจารณาคัดเลือกตามอันดับที่เลือกไว้และบรรจุเข้ารับราชการต่อไป

ผู้สนใจอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมการรับสมัครได้ที่เว็บไซต์ของสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติฯ หรือ สทศ. (คลิ้ก...) ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 18 กรกฎาคม 2559 โดยจะประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบ/ที่นั่งสอบ/สถานที่สอบ ในวันที่ 15 สิงหาคม 2559 สอบคัดเลือกในวันที่ 28 สิงหาคม 2559 และประกาศผลสอบในวันที่ 6 ตุลาคม 2559

 

ลำดับที่

กิจกรรมวันที่ 
 1ประกาศรับสมัคร

4-18 ก.ค. 2559

 
 2ตรวจหลักฐานการสมัครก.ค. - 14 ส.ค. 2559 
 3ประกาศผู้มีสิทธิ์สอบ ที่นั่งสอบ สถานที่สอบ15 ส.ค. 2559 
 4ดำเนินการสอบคัดเลือก28 ส.ค. 2559 
 5ประกาศผลการสอบคัดเลือกต.ค. 2559 
 6รายงานตัวผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการ11-14 ต.ค. 2559 
 7บรรจุเข้ารับราชการครู สังกัด สพฐ. - สอศ. -  กศน.24 ต.ค. 2559 

 รายละเอียดเพิ่มเติม www.niets.or.th/protbyohec/file/anounce.pdf

 


บัลลังก์ โรหิตเสถียร
สรุป/รายงาน
4/7/2559
 ยุทธพงศ์ เลือกกลั่นดี : ถ่ายภาพ

ประชุมชี้แจงโครงการโรงเรียนประชารัฐ

โพสต์5 ก.ค. 2559 17:51โดยAdmin phayao2

 ประชุมชี้แจงโครงการโรงเรียนประชารัฐ


 "โครงการสานพลังประชารัฐ ด้านการศึกษาพื้นฐานและการพัฒนาผู้นำ" จัดการประชุมชี้แจงแนวทางการดำเนินงานโครงการโรงเรียนประชารัฐ ให้แก่ผู้บริหารโรงเรียนที่ผ่านการคัดเลือกเป็นโรงเรียนต้นแบบโครงการระยะที่ 1 ทั่วประเทศ 3,342 โรงเรียน โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะหัวหน้าทีมภาครัฐ รวมทั้งนายศุภชัย เจียรวนนท์ หัวหน้าทีมภาคเอกชน และ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา พร้อมด้วยคุณหญิงสุชาดา กีระนันทน์ ผู้แทนภาคประชาสังคม ร่วมเปิดการประชุมในครั้งนี้

 

 เมื่อวันจันทร์ที่ 2 พฤษภาคม 2559 ณ โรงแรมแอมบาสเดอร์ ซิตี้ จอมเทียน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี, พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, พ.อ.ณัฐพงษ์ เพราแก้ว เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นายศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหารบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ผู้บริหารสูงสุดโรงเรียนสัตยาไส และคุณหญิงสุชาดา กีระนันทน์ ผู้แทนภาคประชาสังคม ร่วมพิธีเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการชี้แจงแนวทางการดำเนินงานโครงการโรงเรียนประชารัฐ "โครงการสานพลังประชารัฐด้านการศึกษาพื้นฐานและการพัฒนาผู้นำ"  โดยมีนายการุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, ดร.กมล รอดคล้าย เลขาธิการสภาการศึกษา, ผู้บริหารองค์กรหลัก, ผู้บริหารภาคเอกชน, ผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ ตลอดจนผู้บริหารสถานศึกษาที่ได้รับคัดเลือกเข้าโครงการโรงเรียนประชารัฐ ระยะที่ 1 เข้าร่วมกว่า 3,500 คน

 

 

 รมว.ศึกษาธิการ ในฐานะหัวหน้าทีมภาครัฐ  กล่าวถึงโครงการสานพลังประชารัฐ ด้านการศึกษาพื้นฐานและการพัฒนาผู้นำ ว่า เป็นมิติใหม่ของความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อร่วมขับเคลื่อนและยกระดับมาตรฐานการศึกษาพื้นฐานและการพัฒนาผู้นำให้มีสัมฤทธิผล และมีส่วนสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งด้านเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน

ซึ่งต้องยอมรับว่าความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในครั้งนี้ แตกต่างจากโครงการรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรต่างๆ หรือ CSR (Corporate Social Responsibility) เนื่องจากการทำงานร่วมกันครั้งนี้จะเป็นระบบมากขึ้น กระจายไปสู่วงกว้างมากขึ้น เรียกได้ว่าเป็นระบบการศึกษาทั้งระบบที่จะต้องมีการวางแผนงาน งบประมาณให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมายของการสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่จะรองรับกับพลวัตรในศตวรรษที่ 21

โดยทักษะของเด็กในศตวรรษที่ 21 ประกอบด้วย การเรียนรู้ 3R x 8C ตลอดชีวิต

3R คือ Reading-อ่านออก, (W)Riting-เขียนได้, (A)Rithenmatics-คิดเลขเป็น
8C คือ 
Critical Thinking and Problem Solving : การคิดอย่างมีวิจารณญาณ แก้ไขปัญหาได้
Creativity and Innovation : คิดอย่างสร้างสรรค์ คิดเชิงนวัตกรรม
Cross-cultural Understanding : ความเข้าใจความแตกต่างทางวัฒนธรรม กระบวนการคิดข้ามวัฒนธรรม
Collaboration teamwork and leadership : ความร่วมมือ การทำงานเป็นทีม และภาวะผู้นำ
Communications information and media literacy : ทักษะในการสื่อสาร และการรู้เท่าทันสื่อ
Computing and ICT literacy : ทักษะการใช้คอมพิวเตอร์ และการรู้เท่าทันเทคโนโลยี
Career and learning skills : ทักษะทางอาชีพ และการเรียนรู้
Compassion : มีคุณธรรม มีเมตตา กรุณา มีระเบียบวินัย ซึ่งเป็นคุณลักษณะพื้นฐานสำคัญของทักษะขั้นต้นทั้งหมด และเป็นคุณลักษณะที่เด็กไทยจำเป็นต้องมี

ในส่วนของโครงการโรงเรียนประชารัฐ ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการที่กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MoU) "สานพลังประชารัฐ ด้านการศึกษาพื้นฐานและการพัฒนาผู้นำ" ร่วมกับภาคประชาสังคม และภาคเอกชนกว่า 25 องค์กรชั้นนำระดับประเทศ เพื่อยกระดับการจัดการศึกษาในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานนั้น กระทรวงศึกษาธิการได้เปิดรับสมัครโรงเรียนขนาดกลางหรือขนาดเล็ก (ระดับประถมศึกษา-ขยายโอกาส นักเรียน 80-600 คน, ระดับมัธยมศึกษา นักเรียน 120-600 คน) เข้าร่วมพัฒนาตามโครงการ ซึ่งมีโรงเรียนสนใจสมัครกว่า 10,000 โรงเรียนและมีโรงเรียนผ่านการคัดเลือกเป็นโรงเรียนต้นแบบโครงการโรงเรียนประชารัฐ ระยะที่ 1 จำนวน 3,342 โรงเรียน ที่จะได้รับการพัฒนาตามโครงการภายใต้การดูแลและให้ความช่วยเหลือของ School Partners จากภาคเอกชน 1,000 คน และมี School Sponsor จากภาครัฐและภาคเอกชนให้การสนับสนุนต่อไปด้วย

สิ่งที่จะได้รับจากการเป็นต้นแบบโรงเรียนประชารัฐ มีหลายประการ คือ 1) ครู ได้รับความรู้และประสบการณ์จากกระบวนการจัดการ ตลอดจนได้รับการพัฒนา-การเรียนรู้ต่างๆ 2) โรงเรียน ได้รับการเติมเต็มจากภาคเอกชน ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน สื่อการเรียนการสอน ระบบฐานข้อมูล เป็นต้น 3) ผู้บริหาร ได้รับการพัฒนาคุณสมบัติและสมรรถนะความเป็นผู้นำและการบริหารจัดการ 4) ผู้ปกครอง ชุมชน ได้มีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาและสนับสนุนการศึกษามากขึ้น


จึงฝากให้ผู้บริหารทุกคน ร่วมดำเนินงานตามบทบาทของภาครัฐใน 2 ส่วน ดังนี้

Do คือ สิ่งที่ต้องทำ : ขอให้ผู้บริหารทุ่มเททำงานอย่างเต็มที่ พร้อมที่จะยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น มีความกระตือรือร้นที่จะพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่โครงการและปฏิบัติตามแผนงานโครงการพัฒนาโรงเรียน เพื่อให้ไปถึงเป้าหมายสูงสุดคือ การที่โรงเรียนสามารถยืนอยู่ได้ด้วยตัวเอง นั่นก็หมายถึงความยั่งยืนนั่นเอง

Don’t คือ สิ่งที่ไม่ควรทำ : ขออย่าได้ปัดความรับผิดชอบในการพัฒนาโรงเรียนไปให้โครงการโรงเรียนประชารัฐ รวมทั้งไม่ร้องขอรับการสนับสนุนอื่นตามความต้องการของตนเอง แต่ควรที่จะปฏิบัติตามแผนโครงการ

อย่างไรก็ตาม มีความคาดหวังจากการดำเนินงานโครงการโรงเรียนประชารัฐในหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นการมีธรรมาภิบาลในสถานศึกษา โรงเรียนมีความพร้อม มีสื่อ วัสดุอุปกรณ์ ตลอดจนห้องเรียนที่เพียงพอต่อการจัดการเรียนรู้ นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ดีขึ้น โดยเฉพาะภาษาอังกฤษต้องสามารถสื่อสารได้ดีขึ้น รวมทั้งได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง

 

 

 นายศุภชัย เจียรวนนท์ ในฐานะหัวหน้าทีมภาคเอกชน  กล่าวว่า ในฐานะตัวแทนของภาคเอกชน ขอชื่นชมโครงการสานพลังประชารัฐ ที่เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนและภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ ซึ่งถือเป็นมิติสำคัญและยิ่งใหญ่สำหรับภาคเอกชน

ซึ่งโครงการนี้ เป็นหนึ่งในโครงการที่สามารถตอบโจทย์ของประเทศได้ทั้ง 3 ข้อ คือ การลดความเหลื่อมล้ำ การพัฒนาคุณภาพคน และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เนื่องจากทั้ง 3 ประเด็นดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับการผลิตและพัฒนาบุคลากรในประเทศให้มีประสิทธิภาพ โดยภาคเอกชนจะเข้ามาร่วมแบ่งปันและดำเนินโครงการสนับสนุนการศึกษา 3 โครงการ คือ

1) โครงการยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาการศึกษา 10 ด้าน ได้แก่

  • Transparency เน้นความโปร่งใสและการตรวจสอบได้ของข้อมูลการดำเนินงานของโรงเรียนและสนับสนุนให้มีการตั้งกองทุนโรงเรียน ซึ่งความโปร่งใสและการตรวจสอบได้จะทำให้เกิดการแข่งขันและนำไปสู่การถ่ายทอดองค์ความรู้ต่าง ๆ ให้กับสถานศึกษา

  • Digital Infrastructure คือ การเชื่อมโยงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) โดยเป็นการเชื่อมโยงข้อมูลทั่วโลกและการเข้าถึงเนื้อหาข้อมูลในระดับโลก ซึ่งจะมีประโยชน์อย่างยิ่งเมื่อนำมาใช้กับการศึกษา

  • Market Mechanism การขับเคลื่อนกลไกตลาดโดยการทำให้ผู้ปกครอง ชุมชน เอกชนในท้องที่ และเอกชนระดับประเทศ เข้ามามีส่วนร่วมกับสถานศึกษา เพราะโรงเรียนไม่ได้ทำหน้าที่แค่สอนเยาวชนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดึงความมีส่วนร่วมของผู้ปกครองและชุมชนด้วย ซึ่งจะทำให้กระบวนการเรียนรู้ของเด็กพัฒนาแบบก้าวกระโดด

  • Curriculum and Teaching Technique การปรับหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนโดยให้นักเรียนเป็นศูนย์กลาง (Child Centric) เพราะเด็กสามารถเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว เหมือนฟองน้ำที่ซับน้ำได้เป็นอย่างดี โดยมีแนวทางในการดึงศักยภาพของเด็กออกมา และทำให้เด็กรักการตั้งคำถาม มีความคิดริเริ่ม การคิดวิเคราะห์ และการรู้จักแก้ปัญหา ซึ่งกระบวนการเรียนรู้จะไม่มีที่สิ้นสุดเพราะเด็กจะมีส่วนร่วมในกระบวนการค้าคว้าหาคำตอบ

  • High Quality Principles คือ การพัฒนาผู้นำโรงเรียนให้มีความมุ่งมั่น รักที่จะพัฒนาเด็ก และสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศไทย อีกทั้งสถาบันการศึกษาเป็นแหล่งผลิตและสร้างเยาวชนที่เข้มแข็งเพราะสถาบันการศึกษาคือผู้ที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ โดยผู้บริหารสถานศึกษาคือผู้นำที่จะดึงศักยภาพของนักเรียนออกมา เพื่อสร้างเยาวชนที่มีคุณภาพ มีความเข้มเข็ง มีคุณธรรม และจะเป็นพื้นฐานของความเข้มแข็งในด้านต่าง ๆ ของประเทศต่อไป

  • Health and Heart เยาวชนต้องมีสุขภาพดีและมีอาหารการกินครบทุก 5 หมู่ พร้อมทั้งมีสภาพจิตใจต้องแข็งแรง รู้จักการให้ การเชื่อมโยง การมีจิตสาธารณะ ช่วยเหลือสังคม และเสียสละเพื่อสังคม

  • Local and International การผสมผสานความรู้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ กล่าวคือ พัฒนาครูในประเทศ รวมทั้งดึงครูที่มีศักยภาพหรือครูในสาขาที่ขาดแคลนจากต่างประเทศ เข้ามาทำการสอนในไทย ซึ่งจะสามารถเปลี่ยนการเรียนรู้แบบก้าวกระโดดสู่มาตรฐานสากลได้ อีกทั้งการดึงผู้เชี่ยวชาญระดับโลกเข้ามาในไทย เพราะทุกวันนี้เราอาศัยอยู่ในประชาคมโลก

  • English Language แนวทางที่จะทำให้เด็กเรียนรู้ภาษาอังกฤษได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ คือการมีภาควิชาหรือบางวิชาที่ทำการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษในทุกชั้นเรียน รวมทั้งมีหนังสือหรือตำราเรียนเป็นภาษาอังกฤษ เนื่องจากจะทำให้นักเรียนต้องค้นคว้าหาคำศัพท์ที่ใช้ในการสื่อสาร

  • Educational Hub การสร้างศูนย์กลางการศึกษา ด้วยการใช้เทคโนโลยีทั้ง 4 ด้านของ Mega Trends ได้แก่ Robotics, Nanotechnology, Biotechnology และ Digital Technology เพื่อจะสร้าง School of Science and Research ด้วยการนำเทคโนโลยีทั้ง 4 ด้านมาพัฒนาต่อยอด

  • Young Leadership Development การสร้างผู้นำรุ่นใหม่ด้วยการคัดเลือกผู้นำรุ่น ด้วยการให้ทุนศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น และพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่เหล่านี้ให้เป็นผู้นำที่เป็นกำลังสำคัญของการเปลี่ยนแปลงประเทศ รวมทั้งเป็นผู้ช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

2) โครงการพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่ CONNEXT Ed (School Partner Leadership Program)  คือ โปรแกรมสร้างผู้นำควบคู่กับการขับเคลื่อนโรงเรียนประชารัฐ โดยภาคเอกชนคัดเลือกผู้นำรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพที่จะทำงานร่วมกับโรงเรียน ซึ่งมีสัดส่วนผู้นำรุ่นใหม่ 1 คน ต่อ 3 โรงเรียน โดยจะดำเนินงานเป็นทีม ซึ่งหนึ่งทีมจะดูแลโรงเรียนประมาณ 15-20 แห่ง อีกทั้งในอนาคตมีแนวทางในการนำนักศึกษาในระดับอุดมศึกษาที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการ โดย 1 โรงเรียนจะมีนักศึกษา 1-2 คนช่วยดูแล พร้อมทั้งขับเคลื่อนการดำเนินงานไปพร้อม ๆ กันภายใต้การนำของผู้บริหารสถานศึกษา อีกทั้งไม่จำกัดเฉพาะผู้นำจากภาคเอกชน ผู้นำที่เป็นอาสาสมัครจากทุกภาคส่วนที่ผ่านการคัดเลือกก็สามารถเข้าร่วมโครงการดังกล่าวได้ ทั้งนี้ จะดำเนินการคัดเลือกผู้นำรุ่นใหม่ตามโครงการ CONNEXT Ed ให้แล้วเสร็จภายในเดือนพฤษภาคมนี้

นอกจากนี้ จะมี School Sponsor ที่เป็นผู้บริหารระดับ CEO หรือ CEO-1 ซึ่งจะเข้าไปเรียนรู้กับผู้บริหารสถานศึกษาและร่วมพัฒนาโรงเรียน โดยการดำเนินงานดังกล่าวจะทำให้เรียนรู้และศึกษาปัญหาของโรงเรียนได้เร็วขึ้น ทางภาคเอกชนจะการสนับสนุนงบประมาณให้โรงเรียนปีละ 500,000-1,000,000 บาท คาดว่าจะใช้งบประมาณราว 2,000 ล้านบาทต่อปี ในเบื้องต้นจะมีการลงนาม MoU กับ 12 องค์กรที่จะเข้าร่วมโครงการดังกล่าวภายใน 2 สัปดาห์หลังจากนี้ ซึ่งองค์กรเหล่านี้จะดูแลโรงเรียนทั้ง 18 ภาค ของกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวคือภาคเอกชน 1 องค์กรจะดูแลสถานศึกษาใน 1-2 ภาค

3) โครงการมหาวิทยาลัยแห่งความเป็นเลิศด้านงานวิจัย (Educational Hub)   โครงการนี้จะนำไปสู่การเชื่อมต่อด้านการค้นคว้าวิจัยกับภาคเอกชน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้นักเรียนในภูมิภาค, ประชาคมอาเซียน และทวีปเอเชีย สามารถเข้ามาเรียนหนังสือที่ประเทศไทยได้ อีกทั้งมีการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งเทคโนโลยีทั้ง 4 ด้านของ Mega trends ที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนและผสมผสานกันเพื่อการพัฒนาและสามารถนำเทคโนโลยีมาแก้ปัญหาในสังคม พร้อมทั้งสร้างความมั่นคง มั่งคั่ง ตลอดจนสร้างสุขภาพที่ดีให้กับประชาชน

 
ส่วนหนึ่งของพิธีเปิดการประชุมชี้แจงผู้บริหาร รร.ประชารัฐ รุ่นแรก 3,342 โรงเรียนทั่วประเทศ

 
ภาครัฐ-ภาคเอกชน-ภาคประชาสังคม ร่วมใจสร้าง "รร.ประชารัฐ" อย่างยั่งยืน

 หลังจากนี้ไปผู้นำรุ่นใหม่จากภาคเอกชนจะทำการ Workshop กับผู้บริหารสถานศึกษา ด้วยการวางแผนสร้างการเปลี่ยนแปลง ซึ่งภาคเอกชนจะให้การสนับสนุนและประเมินผลความคืบหน้าและความสัมฤทธิ์ผลของโครงการในทุกไตรมาส อีกทั้งต้องกำหนดตัวชี้วัด (KPIs) ที่จะเป็นตัวกำหนดแนวทางการดำเนินงานต่อไป


 อรพรรณ ฤทธิ์มั่น / นวรัตน์ รามสูต
บัลลังก์ โรหิตเสถียร
สรุป / รายงาน
ยุทธพงศ์ เลือกกลั่นดี : ถ่ายภาพ
 2/5/2559
 ขอบคุณเครดิตภาพกราฟิกผู้บริหาร  ขนิษฐา วทัญญู

 

โรงเรียนประชารัฐ

โพสต์30 มิ.ย. 2559 02:30โดยAdmin phayao2

พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้นโยบายแก่ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ ในการประชุมชี้แจงโครงการโรงเรียนประชารัฐ และพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงสานพลังประชารัฐ "ด้านการศึกษาพื้นฐานและการพัฒนาผู้นำ" เมื่อวันพฤหัสบดีที่ มีนาคม2559 ณ โรงแรมรอแยล เบญจา โดยมี พ.อ.ณัฐพงษ์ เพราแก้ว เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายอรรถพล ตรึกตรอง ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ เข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้

นายการุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวรายงานถึงการจัดประชุมในครั้งนี้ว่า จากการที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศนโยบายการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประชารัฐเพื่อเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งเป็นการรวมพลังระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน และเป็นกลไกสำคัญในการสร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศไทย

กระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบเรื่องการศึกษาของประเทศ เล็งเห็นถึงประโยชน์ของความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ในการเข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุนการจัดการศึกษาให้มีคุณภาพ จึงมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จัดทำโครงการโรงเรียนประชารัฐ และจัดทำบันทึกข้อตกลงสานพลังประชารัฐ ด้านการศึกษาพื้นฐานและการพัฒนาผู้นำ เพื่อร่วมขับเคลื่อนและยกระดับการศึกษาให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่มีส่วนสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งด้านเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน

โรงเรียนประชารัฐ เป็นโรงเรียนที่ได้รับการคัดเลือกจาก สพฐ. มาจากทุกตำบลในประเทศไทย ตำบลละ1 โรงเรียน รวมทั้งสิ้น 7,424 โรงเรียน และได้แบ่งการดำเนินงานพัฒนาโรงเรียนประชารัฐเป็นระยะๆ โดยในระยะแรกได้ดำเนินการคัดเลือกโรงเรียนจากหลายสังกัด จำนวน 3,322 โรงเรียน เพื่อเข้ารับการพัฒนา แบ่งเป็น

- โรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา จำนวน 3,093 โรงเรียน
- โรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา จำนวน 184 โรงเรียน
- โรงเรียนในสังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ จำนวน 31 โรงเรียน
- และโรงเรียนในสังกัดกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายเเดน จำนวน 14 โรงเรียน

เพื่อให้การขับเคลื่อนโครงการโรงเรียนประชารัฐ เป็นไปตามแผนการดำเนินงานที่วางไว้  สพฐ.จึงจัดการประชุมในครั้งนี้ เพื่อชี้แจงภาพรวมการดำเนินงานของโครงการโรงเรียนประชารัฐ โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมจำนวนทั้งสิ้น 225 คน ประกอบด้วยผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา/มัธยมศึกษาทั่วประเทศ จำนวน 225 เขต


รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ได้ชี้แจงทำความเข้าใจให้ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาให้ความสำคัญกับนโยบายประชารัฐ เพราะนอกจากจะเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลที่กระทรวงศึกษาธิการมีส่วนเกี่ยวข้อง คณะ คือ ด้านการยกระดับคุณภาพวิชาชีพ และด้านการศึกษาพื้นฐานและการพัฒนาผู้นำแล้ว นโยบายนี้จะช่วยให้เรามี Third Party มาช่วยกันทำงานเพื่อการศึกษา ทั้งภาคเอกชนและภาคประชาสังคม ซึ่งที่ผ่านมามีการหารือร่วมกับภาคเอกชนมาเป็นระยะๆ โดยไม่มี Agenda (วาระประชุม) อะไรที่ปกปิดภาคเอกชนในการทำงานร่วมกันเลย ซึ่งต่อไปในการทำงานทั้งระดับเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษาก็เช่นเดียวกัน

ทั้งนี้ ภายหลังการคัดเลือกโรงเรียนและลงนามความร่วมมือในครั้งนี้แล้ว ก็จะมีการพัฒนาเว็บไซต์ของโรงเรียนประชารัฐ และการวางแผนอุปถัมภ์โรงเรียนจากภาคเอกชน จากนั้นจะมีการอบรมผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ผู้แทนภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ที่สถาบันพัฒนาครู คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา (สคบศ.) จ.นครปฐม ภายในเดือนเมษายนนี้ รวมทั้งมีการตั้งศูนย์ปฏิบัติการในทุกเขตพื้นที่การศึกษา โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นที่ปรึกษา มีผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเป็นประธาน และมีรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเป็นเลขานุการ

ทั้งนี้ ในการจัดวางตัวบุคคลที่จะเข้ามาทำงานร่วมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ซึ่งเป็นฝ่ายเลขานุการ ขอให้เป็นบุคคลที่จะเข้ามาทำงานนี้อย่างต่อเนื่อง มีความทุ่มเท และเข้าใจในแนวทางการดำเนินงานตามนโยบายนี้โดยละเอียดไปพร้อมๆ กัน


โอกาสนี้ รมว.ศึกษาธิการ ได้มอบให้ พ.อ.ณัฐพงษ์ เพราแก้ว เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้นำเสนอประเด็นสำคัญเชิงนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อให้ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา รับทราบและเข้าใจทิศทางการดำเนินงานตามนโยบายสำคัญของรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการ คือ

ประเด็นปัญหาที่ผ่านมาของการศึกษาไทย ที่จะต้องเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาไปพร้อมๆ กัน 6 เรื่อง คือ 1) หลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ 2) การผลิตและพัฒนาครู 3) การผลิตพัฒนากำลังคนและงานวิจัย 4) การบริหารจัดการ 5) การประเมินและการพัฒนามาตรฐานการศึกษา 6ICT เพื่อการศึกษา

- ยุทธศาสตร์จุดเน้นการปฏิรูปการศึกษา โดยเฉพาะกรอบแนวคิดการพัฒนาคนตลอดช่วงชีวิต และโครงการสำคัญที่ต้องขับเคลื่อน 65 โครงการ

- นโยบายสำคัญของกระทรวงศึกษาธิการที่ดำเนินการต่อเนื่อง เช่น ลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้, การอ่านออกเขียนได้, DLTV, DLIT, STEM Education, การยกระดับมาตรฐานทักษะภาษาอังกฤษ, การแนะแนวด้านอาชีพในโรงเรียน สพฐ., โครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น, การใช้เครือข่ายอุดมศึกษาเป็นพี่เลี้ยงให้โรงเรียน สพฐ., การพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วย ICT, การบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก, การบริหารครูและบุคลากรทางการศึกษา, การปรับระบบทดสอบ, โครงการโรงเรียนประชารัฐ เป็นต้น


บัลลังก์ โรหิตเสถียร : สรุป/รายงาน
 ยุทธพงศ์ เลือกกลั่นดี ถ่ายภาพ
3/3/2559

การพัฒนาครูโรงเรียนประชารัฐ

โพสต์28 มิ.ย. 2559 06:12โดยAdmin phayao2   [ อัปเดต 29 มิ.ย. 2559 21:29 โดย โรงเรียนประชารัฐ สพป.พะเยา เขต 2 ]



สำรวจโรงเรียนที่มีปัญหาทางด้านความเร็วและความเสถียรของเครือข่ายอินเตอร์เน็ต

โพสต์27 มิ.ย. 2559 01:17โดยโรงเรียนประชารัฐ สพป.พะเยา เขต 2   [ อัปเดต 29 มิ.ย. 2559 21:30 ]



1-10 of 11